ข้อมูลพื้นฐาน

จากการศึกษารวบรวมหลักฐานโบราณสถานต่าง ๆ เช่น ป้อมปืน คูเมือง ซากวัดพระพุทธรูปโบราณ  รวมทั้ง หมวกประจำตำแหน่ง  ปืน และดาบ  ซึ่งเป็นของใช้ประจำตัวของเจ้าเมืองตลอดจนเครื่องใช้ต่าง ๆ จากการบอกเล่าของผู้สืบสกุลเจ้าเมืองเชียงเคี่ยน(เจียงเคื่อน) และจากการศึกษาประวัติเมืองเชียงราย และประวัติเมืองน่าน ทำให้ประมาณการณ์ได้ว่า เมืองเชียงเคี่ยน(เจียงเคื่อน) ก่อตั้งขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2325-2333 ตรงกับสมัยพญามงคลวรยศ และพญาอัตถวรปัญโญ (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 ) ซึ่งเมืองน่านมีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของกรุงรัตนโกสินทร์  โดยเจ้าผู้ครองนครน่าน เป็น     ผู้ปกครองเมือง)  ในช่วงเวลาดังกล่าวเมืองน่านมีการแบ่งเจ้าเมืองออกเป็นสองฝ่ายอยู่ คือ ฝ่าย พญา  มงคลวรยศเป็นเจ้าเมืองฝ่ายของกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ที่ท่าปลา  ฝ่ายพญาอัตวถรปัญโญ (ภายหลัง  โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเป็นเจ้าฟ้า) ผู้เป็นหลาน เป็นเจ้าเมืองของฝ่าย บุรรัตนอังวะ ตั้งอยู่ที่เมืองเทิง  ทั้งนี้ด้วยเหตุเมืองน่านได้ขึ้นต่อกรุงเทพฯ  ส่วนพญาอัตถวรปัญโญขึ้นต่อพม่าที่ปกครองเมืองเชียงแสนซึ่งช่วงดังกล่าวพม่ายังมีอำนาจในล้านนาอยู่ บ้านเมืองส่วนใหญ่ยังเป็นเมืองร้างไร้ผู้คน พญามงคลวรยศได้ครองเมืองน่านอยู่ 4 ปี จึงให้พญาอัตถวรปัญโญ ผู้เป็นหลานได้ครองเมืองสืบต่อ และต่อมา  พญาอัตถวรปัญโญได้รับสถาปนาให้เป็นเจ้าอัตถวรปัญโญ  ในปี พ.ศ.2333   หลังจากนั้นเจ้าอัตถวร   ปัญโญ  ได้ดำเนินนโยบาย “เก็บผักใส่ซ้า เก็บขี้ข้าใส่เมือง”  ร่วมกับเจ้าเมืองเชียงของผู้เป็นพี่  โดยมีการ

อพยพชาวไทลื้อจำนวนมากเข้ามาอยู่เมืองน่านและเมืองต่าง ๆ ที่อยู่เขตปกครองนครน่าน

ช่วงเวลาดังกล่าวนายไชย(พ่อ)พร้อมนายผาบ(บุตรชาย) ได้อพยพครอบครัวและบริวารจากเมืองสิงห์ จำนวน 8 ครอบครัว  โดยใช้ช้างเป็นพาหนะ ผ่านมาทางเมืองเชียงคำซึ่งมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวงของนครน่าน ผ่านเมืองเทิง และลัดเลาะขึ้นตามลำน้ำอิง ผ่านเวียงลดได้เลี้ยวขึ้นตามลำน้ำพุง(แม่น้ำสาขาของแม่น้ำอิง) ผ่านภูเขาที่เป็นแนวเขตแดนเวียงลอ ขึ้นฝั่งที่บริเวณถ้ำผาจรุย(ตำบลป่าแงะ อ. ป่าแดด ในปัจจุบัน) แล้วทำการตั้งบ้านเมืองครั้งแรกอยู่ติดกับแม่น้ำพุงใกล้กับถ้ำผาจรุย  ต่อมาได้ออกสำรวจบริเวณพื้นที่โดยรอบ  พบว่าพื้นที่ที่อยู่ทางทิศตะวันออกไม่ไกลมีลักษณะชัยภูมิที่เหมาะสมต่อการสร้างเมือง จึงได้อพยพเคลื่อนย้ายมาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณเชิงดอยด่านและเคลื่อนย้ายอีกครั้งบริเวณลำห้วยอึ่งและห้วยฮ้อมบริเวณที่ตั้งศาลเจ้าพ่อม่อนแดง(เก่า) ในปัจจุบัน ต่อได้มีการสร้างบ้านเรือนรอบบริเวณลำห้วยเชียงเคี่ยน ลำห้วยอึ่ง ส่วนค่ายทหารและค่ายฝึกทหาร ตั้งอยู่บริเวณโรงเรียนบ้านเชียงเคี่ยนจนถึงหน่วยอนุรักษ์ป่าไม้เชียงเคี่ยน (ปัจจุบัน)  มีการตั้งด่านตรวจเก็บส่วยเข้า-ออกเขตเมือง   ด่านนอกอยู่บริเวณม่อนพระเจ้า(สวนของนางบัวตองและสวนนายสอน วัฒนา) ด่านใน อยู่บริเวณห้วยจำก้องในปัจจุบัน  และได้ตั้งชื่อเมืองว่า “เมืองเจียงเคื่อน” (ซึ่งเป็นภาษาไทลื้อ  หมายถึง เมืองที่มีการอพยพเคลื่อนย้ายมา)  หลังจากได้สถาปนาให้นายไชย เป็นเจ้าเมืองคนแรก ชื่อว่า “พญาไชย” ซึ่งตรงกับสมัยพญา(เจ้า)อัตถวรปัญโญ พ.ศ. 2329-2353  ต่อพญาไชยได้ขอขึ้นต่อนครน่าน เนื่องจากเป็นไทลื้อด้วยกันเมืองเจียงเคื่อนจึงอยู่ในเขตปกครองของนครน่าน และเป็นเมืองหน้าด่านระหว่างเขตปกครองนครเชียงรายและนครลำพูน โดยมีแม่น้ำพุง และห้วยเอี้ยง เป็นแนวกั้นเขตแดน

เมื่อสิ้นพญาไชย พญาผาบขึ้นเป็นเจ้าเมืองสืบต่อ ซึ่งตรงกับช่วงสมัยพญา(เจ้า)สุมนเทวราช ๒๓๕๓ – ๒๓๖๘, พระมหายศ ๒๓๖๘-๒๓๗๘,  พญาอชิตวงศ์  ๒๓๗๙, พญามหาวงศ์ ๒๓๘๑ -๒๓๙๔ จนถึงช่วงต้นสมัยพญา(เจ้า)อนันตยศ   ในช่วงที่พญาผาบปกครองเมืองเชียงเคี่ยน บ้านมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมากก  โดยเฉพาะด้านการทหาร พญาผาบเป็นนักรบที่มีความเก่งกล้าสามารถอย่างยิ่งได้ออกไปรบร่วมกับทัพเมืองน่าน ทัพเมืองเชียงใหม่ ทัพเมืองลำปาง และทัพของกรุงรัตนโกสินทร์อยู่เสมอ  เช่น  ตีเมืองสิบสองปันนา เชียงรุ้ง  เชียงตุง เมืองพยาก เมืองเลน เมืองสาด ปราบกบฏเงี้ยว และการรบกับพม่าในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4  จนเป็นที่เลื่องลือและยอมรับในความสามารถ  ส่วนการทำนุบำรุงเมือง พญาผาบ ได้ให้ขุดคลองผ่านช่องเขาเชื่อมกับลำห้วยแม่ลอยเพื่อให้น้ำแม่ลอยไหลเข้ามาหล่อเลี้ยงราษฎรในเมืองเชียงเคี่ยน และเรียกคลองน้ำสายใหม่ว่า “ห้วยเจียงเคื่อน” ซึ่งห้วยเจียงเคื่อน ได้กลายเป็นแหล่งน้ำหลักที่ล่อเลี้ยงชีวิตของราษฎรชาวเจียงเคื่อนจวบจนถึงปัจจุบัน

                  เมื่อพญาผาบสิ้นบุญ พญาสิงห์บุตรของพญาผาบ ก็เป็นเจ้าเมืองสืบต่อ(ตรงกับสมัยพญา(เจ้า)อนันตยศ  พ.ศ. ๒๓๙๕ – ๒๔๓๔  และอยู่ในช่วงปลายรัชกาลที่ 4 จนถึงช่วงต้นรัชกาลที่ 5  ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๓๕  รัชกาลที่ 5  ได้ยกเลิก  ระบบการปกครองระบบเมืองเอก เมืองโท เมืองตรี และเมืองประเทศราช  เป็นแบบมณฑล แบ่งการปกครองส่วนภูมิภาคออกเป็น  จังหวัด  อำเภอ  ตำบล  และหมู่บ้าน  เมืองเจียงเคื่อน  ก็ได้ถูกยกเลิกระบบการปกครองแบบเจ้าเมือง เป็นกำนันตั้งแต่นั้นมา และชื่อเมืองเจียงเคื่อน(ตามภาษาไทยลื้อ) ก็เปลี่ยนเป็น ตำบลเชียงเคี่ยน (ตามภาษาไทยกลาง)  โดยนายกา  บุตรของพญาสิงห์ เป็นกำนันคนแรก  ในช่วงที่ปกครองกำนันกา  ได้สร้างวัดขึ้นมาใหม่และตั้งชื่อว่า  “วัดไชยผาบ”  เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษผู้สร้างเมืองเชียงเคี่ยน และให้เป็นวัดประจำตระกูลสำหรับพญาสิงห์ มีบุตรด้วยกัน 5 คน ได้แก่ นายกา นายถา นายยศ นางหลง และนายอ้น

                  ลักษณะที่ตั้งเมืองเจียงเคื่อน ด้านทิศเหนือและทิศตะวันออก มีภูเขาล้อมรอบเปรียบเสมือนกำแพงเมือง  ส่วนตะวันตกและทิศใต้ มีแม่น้ำล้อมรอบเปรียบเสมือนคูเมือง  มีการวางป้อมค่ายและคูเมือง ด้านทิศใต้และทิศตะวันตกตลอดแนว ปัจจุบันสภาพเมืองเก่ามีซากโบราณสถานและวัตถุสิ่งของที่ยังหลงเหลือให้พบเห็นได้แก่ หมวกเจ้าเมือง ปั้ปสาหรือกฎหมายปกครองเมือง ดาบ ปืน สระน้ำโบราณที่ใช้ฝึกทหาร คูเมือง คันดิน ป้อมปืน วัดและกู่เก่า ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ของทหารประจำป้อมค่ายต่างๆ ซึ่งตั้งแต่เป็นแนวล้อมรอบทุ่งนาที่ใช้แหล่งผลิตอาหารเลี้ยงประชากรเมือง ไปจนถึงริมฝั่งแม่พุงซึ่งเป็นที่ตั้งโรงบ่มใบยาสูบปัจจุบัน  เริ่มตั้งแต่ห้วยพญาไชย  ม่อนพระเจ้าซึ่งเป็นตั้งวัดแห่งแรกของเมืองเชียงเคี่ยน ปัจจุบันเป็นถูกไถสวนของนายสอน วัฒนา อดีตผู้ใหญ่บ้าน ม่อนด่านห้วยฮ้อมเป็นที่ตั้งด่านเมืองเจียงเคื่อน เขตนครน่าน มีการสร้างเจดีย์ 3 องค์ เป็นสัญลักษณ์ 3 พญาคือ พญาไชย พญาผาบ และพญาสิงห์  ปัจจุบันเป็นสวนลำไยของนางศรี (ไม่ทราบนามสกุล)  สวนค่ายทหารตั้งอยู่เนินเชิงม่อนปัจจุบันเป็นสวนของ ดาบตำรวจตุ่ม (ชื่อเล่น) แสนโกสินธิ์  และถัดออกไปทิศตะวันตก มีคูเมือง ป้อมปืนตั้งอยู่เชิงเทินหน้าผาซึ่งเป็นลักษณะช่องเขาขาดเป็นช่องทางเดินทัพ ที่สามารถผ่านเข้าสู่เมืองเจียง เคื่อนได้สะดวกที่สุด บริเวณดังกล่าว เรียกว่า “จอก๊อดหอย” (ปัจจุบันเหลือเศษอิฐ คันและคูเมืองบางส่วน เนื่องจากถูกไถเป็นที่ทำกิน) กู่บริเวณหนองร่ม คูเมือง คันดิน และกู่เก่าบริเวณม่อนโต้งเซอ (ทุ่งเซอ) วัดเก่า คันดินและคูเมืองบริเวณม่อนดอยขัดหรือม่อนดอยพระเจ้า (เขตบ้านก้อปัจจุบัน) วัดเก่า และคูเมืองบริเวณจำอ้อ เป็นเรื่อยไปผ่านถ้ำผาจรุย จนถึงแม่น้ำพุงบริเวณโรงบ่มยาสูบในปัจจุบัน ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีป้อมค่ยและท่าน้ำหรือท่าเรือ สำหรับเส้นทางคมนาคมติดต่อกับเมืองน่าน และเมืองต่าง ๆ  ที่อยู่ด้านในเขตปกครองน่าน และติดต่อกับเขตปกครองนครลำพูน

                  ส่วนบริเวณด้านในของเมืองเจียงเคื่อน มีค่ายฝึกทหารอยู่บริเวณศาลเจ้าพ่อม่อนแดงที่ตั้งอยู่ติดกับถนนเชียงราย-เทิง และบริเวณหน่วยอนุรักษ์ป่าไม้เชียงเคื่อนปัจจุบัน ซึ่งจะมีสระน้ำโบราณที่ใช้สำหรับฝึกทหารปรากฏให้เห็นอยู่ และมีด่านตรวจ เป็นด่านสำหรับตรวจค้นและเก็บส่วยผู้คนที่สัญจรจากเมืองเทิง เขตปกครองน่าน ที่ตั้งด่านอยู่บริเวณจำฆ้องส่วนค่ายทหารตั้งอยู่บริเวณโรงเรียนเชียงเคี่ยนในปัจจุบัน ส่วนคุ้มเจ้าเมือง อยู่บริเวณที่ตั้งบ้านของนายสุพัฒน์  หน่อแหวน ปัจจุบัน (ปี พ.ศ.2554) ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาจังหวัดพะเยา บริเวณบ้านนางเย็นผาบไชย และบ้านนางคำ  ภักดี ในขณะที่ปั้บสา (กฎหมายเมืองน่าน) อยู่กับนายชูชาติ  วิศิษฏ์ลานนท์ (หน่อแหวน) ดาบประจำตัวเจ้าเมือง (สูบหาย) ปืนหมวกประจำตำแหน่งเจ้าเมือง อยู่กับนายสวน  ผาบไชย

 

ผู้สืบสกุล  ชั้นที่ 1 (ลูก)  ได้แก่ สกุลผาบไชย สกุลหน่อแหวน และสกุลสิงห์กา    

 ผู้สืบสกุล  ชั้นที่ 2 (หลาน)  ได้แก่ สกุลแกล้วกล้า สกุลสายศักดิ์ และสกุลถายะ

วัดประจำตระกูล ได้แก่  วัดไชยผาบ

ภาพถ่าย หมวกประจำตำแหน่งและดาบประจำตัวเจ้าเมือง

 

 

 

ที่มา1. คำบอกเล่าผู้สืบสกุลพญาไชย พญาผาบ พญาสิงห์

2. หลักฐานทางโบราณสถาน และอาวุธ หมวกประจำตำแหน่ง ปั้บสา (กฎหมายปกครองเมือง)  และโบราณสถานต่างๆ

3. ประวัติเมืองน่าน, ประวัติศาสตร์เมืองน่าน, ตำนานเมืองน่าน

4. ประวัติเมืองเชียงรายยุคพันธุมติรัตนอาณาเขต

5. ประวัติเชื้อเจ็ดตน

6. พัฒนาการเมืองการปกครองไทย

 

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง